Black And White Simple Real Estate Listing Presentation (1)

อาคารต้านแผ่นดินไหว: บทเรียนจากโกเบสู่คุมาโมโตะ

Japan-earthquake-2016

ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่ใดในโลก ก็มักจะมีคำถามทิ้งไว้เบื้องหลังทุกเหตุการณ์ เกี่ยวกับความแข็งแรงของอาคารที่อยู่อาศัย รวมทั้งอาคารสูงต่างๆในเขตเมืองใหญ่ๆ และเช่นเดียวกันครับ ล่าสุดกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดอีกครั้งบนเกาะคิวชู ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ซึ่งคงต้องบอกว่าในความโชคร้ายก็ยังคงมีความโชคดีอยู่บ้าง ที่ศูนย์กลางของเหตุการณ์นี้ คือเมืองที่เป็นธรรมชาติมากๆ อย่างคุมาโมโตะ และเมืองรายรอบอย่าง เบปปุ และโออิตะ ซึ่งเมืองเหล่านี้มีอาคารสูงไม่มากนัก หากเทียบกับเมืองใหญ่ๆ อย่างโตเกียว แน่นอนครับว่า หากศุนย์กลางแผ่นดินไหวขยับเข้าสู่เมืองใหญ่ ความเสียหายคงจะมากกว่านี้หลายร้อยเท่านัก

หากย้อนกลับไปมองเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ของญี่ปุ่น หลายคนคงจำ “The Great Hanshin earthquake” หรือแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ฮันชินที่เมืองโกเบได้ (เวลาเกิดประมาณ 05:46 น. วันที่ 17 มกราคม 2538) นั่นคือรอยร้าวที่ฝังลึกในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น โดยแรงสั่นไหวมีขนาดถึง 6.8 แมกนิจูด ศูนย์กลางของแผ่นดินไหวห่างจากเมืองโกเบ 20 กิโลเมตร และระยะเวลาการสั่นสะเทือนเพียงแค่ 20 วินาที คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 6,400 คน และไร้ที่อยู่อาศัยประมาณ 300,000 คน นอกจากนี้มีสิ่งปลูกสร้างเสียหายถึง 400,000 ยูนิต รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นกว่า 10 ล้านล้านเยน (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)

แผ่นดินไหวฮันชิน ได้ทิ้งซากปรักหักพังของสะพาน บ้านเรือน และถนนหนทาง เอาไว้ท่ามกลางความตกตะลึงของคนทั้งโลก แต่แรงสั่นสะเทือนของมันก็ไม่สามารถทำอะไรกับอาคารบางแห่งที่ยังคงสภาพสมบูรณ์แบบเอาไว้ได้ราวกับว่าอาคารเหล่านั้นไม่ได้ตั้งอยู่ในเมืองศูนย์กลางแผ่นดินไหว เช่น หอคอยโกเบ, อาคารโรงเรียนนานาชาติแคนาดา, อาคารโกเบ ซิตี้ฮอลล์, อาคารอะชิยาม่า ซีไซด์ ทาวน์ ฯลฯ

คำถามคือ อะไรคือสาเหตุของการพังทลายของอาคารเกือบ 400,000 ยูนิตนั้น? และอะไรคือเหตุผลที่อาคารส่วนน้อยที่เรายกขึ้นมาเป็นตัวอย่างนั้นรอดจากธรณีพิบัติครั้งใหญ่นี้ โดยแทบไม่มีส่วนใดของอาคารเสียหายเลย?

เหตุการณ์แผ่นดินไหวในโกเบครั้งนั้น มีการทำสรุปข้อมูลเอาไว้อย่างกว้างขวางว่าสาเหตุของการพังทลายของอาคารบ้านเรือนนั้น เกิดจาก 5 ปัจจัยหลัก

1. น้ำหนักของหลังคา: อาคารดั้งเดิมของญี่ปุ่นนิยมใช้กระเบื้องดินเผาเป็นวัสดุมุงหลังคา ซึ่งมีน้ำหนักมาก (40-50 กก./ ตร.ม.) ในบ้านหลังเล็กๆ อาจมีน้ำหนักของหลังคาตั้งแต่ 2-3 ตันขึ้นไป เมื่อเกิดการสั่นสะเทือนจึงทำให้หลังคาทั้งผืนถล่มลงมา สร้างความเสียหายกับชีวิตและทรัพย์สิน เป็นสาเหตุต้น ๆ ของการพังของโครงสร้างอาคาร

2. ชิ้นส่วนโครงสร้างอาคารยึดกันไม่แข็งแรงพอ: เมื่อเกิดการสั่นสะเทือนจึงรักษารูปของอาคารไม่ได้ เสาแยกจากคาน จึงพังลงอย่างง่ายดาย

3. ผนังไม่แข็งแรงพอ: อาคารในญี่ปุ่นยุคนั้นโดยมากเป็นการก่ออิฐถือปูน เมื่อเกิดธรณีพิบัติจึง “ถล่มลงมา” ทับทั้งคนและทรัพย์สิน และน้ำหนักที่มหาศาลของผนังก็เหมือนตัวการซ้ำเติมโครงสร้างที่พร้อมที่จะพังลงมาทุกวินาที

4. ขาดเหล็กโครงสร้างในแนวทแยงมุม (Diagonal Bracing): ที่ช่วยรักษารูปของอาคารและรัดพยุงเสริม “การเชื่อมต่อกันของโครงสร้างหลัก” ไม่ให้แยกเป็นชิ้น ๆ เมื่อเจอแรงสั่นสะเทือน

5. ฐานรากอาคารไม่แข็งแรง: การสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวนั้น กระทำโดยตรงที่ระดับ “ใต้ผิวดิน” จึงส่งผลต่อฐานรากอาคารอย่างรุนแรง

 

อาคารต้านแผ่นดินไหว- บทเรียนจากโกเบสู่คุมาโมโตะ 2015.jpg

การศึกษาเรื่องแผ่นดินไหวหลังเหตุการณ์ครั้งนั้น ส่งผลให้ญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลง “Code” ของการสร้างอาคารใหม่ทั้งหมด พูดง่าย ๆ คือ อาคารสร้างใหม่ต้องสามารถต้านแผ่นดินไหวได้ ทั้งระบบการก่อสร้างตั้งแต่ระดับฐานรากไปถึงขั้นตกแต่ง มีการเปลี่ยนแปลงชนิดของวัสดุก่อสร้างแบบยกเครื่อง วัสดุก่อสร้างชนิดน้ำหนักเบาได้รับความนิยมสูงขึ้นมาก เพราะปลอดภัยสูงกว่า

หลักการสำคัญที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก สำหรับออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหวมี 3 ประการ คือ
– หลังคาต้องเบา (Lightweight Roof)
– ผนังต้องรับแรงเฉือนได้ (Shear Wall)
– โครงสร้างหลักต้องมีการยึดโยงกันอย่างแข็งแรง (Ductile Structure)

นอกจากนี้ อาคารเก่า ๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่นก็ได้ถูกประเมินถึงความสามารถในการรับมือกับแผ่นดินไหวในอนาคต และทำการปรับปรุงในส่วนของโครงสร้างหลัก เช่น เสริมเหล็กโครงสร้างแนวทแยงมุมในช่วงเสาโครงสร้างหลัก, รื้อและเปลี่ยนวัสดุหลังคา จากกระเบื้องดินเผาน้ำหนักมาก มาเป็นหลังคาเมทัลชีท หรือแอสฟัลท์ชิงเกิ้ล ที่มีน้ำหนักเบากว่าหลายเท่าตัว เป็นต้น

70% คือ ตัวเลขปัจจุบันของอาคารทั้งหมดในญี่ปุ่น ที่มีการออกแบบเพื่อรองรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในอนาคต ที่ไม่มีใครคาดเดาได้ แต่…ที่มั่นใจได้คือ ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของคนญี่ปุ่นจะเกิดขึ้นน้อยลงเรื่อย ๆ

คำถามที่เราคนไทยต้องพิจารณาคือ…ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบที่เมืองคุมาโมโต้กับเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพฯ เราจะทำอย่างไร? และเราจะสูญเสียกันขนาดไหน?

ข้อมูลแถม
– ไทยเป็นกลุ่มประเทศในภาคพื้นแปซิฟิก ซึ่งเป็นรอยเลื่อนที่มีพลังอยู่มากที่สุดในโลก เราเรียกว่า “วงแหวนไฟ” (Ring of Fire) เป็นบริเวณในมหาสมุทรแปซิฟิกที่เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง มีลักษณะเป็นเส้นเกือกม้า ความยาวรวมประมาณ 40,000 กิโลเมตร และวางตัวตามแนวร่องสมุทร แนวภูเขาไฟและบริเวณขอบแผ่นเปลือโลก โดยมีภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ภายในวงแหวนไฟทั้งหมด 452 ลูก และเป็นพื้นที่ที่มีภูเขาไฟคุกรุ่นอยู่กว่าร้อยละ 75 ของภูเขาไฟคุกรุ่นทั้งโลก ซึ่งบางครั้งจะเรียกว่า circum-Pacific belt หรือ circum-Pacific seismic belt

– รอยเลื่อน (Fault) มีหลายชนิด แต่รอยเลื่อนสำคัญๆ ที่เคยเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทย (ล่าสุดที่จังหวัดเชียงราย – รอยเลื่อนพะเยา) คือชนิด “รอยเลื่อนตามแนวระดับ” (strike-slip fault) ซึ่งเป็นแผ่นดินไหวชนิดที่สร้างความเสียหายมากกว่าชนิดอื่น ๆ และเป็นชนิดเดียวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ในโกเบ รวไปถึงคุมาโมโตะ ด้วย

 

ขอบคุณข้อมูลชนิดของรอยเลื่อนจาก www.il.mahidol.ac.th 

และข้อมูลจาก https://www.ddproperty.com/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C-%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/2016/4/123095/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A7-%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B9%80

No Comments

Post a Comment